"อ๊อฟ ปองศักดิ์" กลั้นน้ำตาไม่อยู่ แม่ป่วยมะเร็งทรุดหนัก จนขอเลื่อนคอนเสิร์ต

Share:


วันที่ 6 ก.ย. ที่ ชั้น 21 อาคารจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ผู้บริหารและดีเจคนดัง พร้อมด้วย อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ นักร้องหนุ่มชื่อดัง ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีเลื่อนวันแสดง “MAGIC NIGHT CONCERT คืนมหัศจรรย์ วันของ อ๊อฟ ปองศักดิ์” เนื่องจากคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งและทรุดหนัก

ถามถึงการเลื่อนวันแสดงคอนเสิร์ต?
พี่ฉอด : “พี่ว่าคงทราบกันแล้ว ขออนุญาตเลื่อนคอนเสิร์ตอ๊อฟไป ความจริงบอกด้วยวิธีการอื่นก็ได้ แต่ด้วยเหตุผลที่มันค่อนข้างเซ้นสิทีฟ แล้วก็รู้สึกว่าถ้าพี่พูดไปน้องๆ คงต้องมาตามสัมภาษณ์อ๊อฟอยู่ดี เลยมานั่งอยู่ตรงนี้ให้เห็นทีเดียว อ๊อฟเองคงไม่อยากพูดเรื่องนี้บ่อยๆ ปีนี้ CHANGE SHOWBIZ ได้แถลงข่าวว่าจะมีคอนเสิร์ต 4 คอนเสิร์ตด้วยกัน คือ สี่แยกปากหวาน ตอน 2562 สี่แยกครองเมือง, เดอะ เรียล ณเดชน์ คอนเสิร์ต, เจ อะดรีนาลีน คอนเสิร์ต”

“ซึ่งทั้ง 3 คอนเสิร์ตก็ประสบความสำเร็จผ่านพ้นไปด้วยดี ปีนี้ก็จะเหลืออีกคอนเสิร์ตนึงก็คือ วันที่ 5-6 ตุลาคม เป็น MAGIC NIGHT CONCERT คืนมหัศจรรย์ วันของ อ๊อฟปองศักดิ์ จริงๆ แล้วเราตั้งใจแถลงข่าววันที่ 12 ก.ย. ซึ่งมีเปิดขายบัตรไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ เป็นความสุขที่เราตั้งใจ เพราะอ๊อฟไม่ได้มีคอนเสิร์ตเดี่ยวมา 5 ปีแล้ว”

“มีการเชิญตัวพ่อตัวแม่ทั้งหลายของวงการมาสนุกเต็มที่ ทั้งพี่ฮาย อาภาพร, พี่ตั๊ก ศิริพร, โจ๊ก โซคูล, ปุยฝ้าย, นนท์ ธนนท์ รวมถึงเราไปได้น้อง Mimi Lee จากเมืองจีน เรียกว่าเตรียมสนุกกันอย่างเต็มที่ แต่ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาเราก็ได้ทราบตลอด ว่าอ๊อฟมีปัญหากับเรื่องที่คุณแม่ป่วย ได้รับทราบเรื่องนี้มาตลอดเพียงแต่ว่าในเรื่องราวอาการของคุณแม่ก็อาจจะเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ”

อ๊อฟ : “จริงๆ แล้วตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาครับ เป็นวันเดียวกับที่พวกเราจะไลฟ์ขายบัตรวันที่ 17 สิงหาคม ซึ่งในวันนั้นตอนเช้าคุณแม่เหมือนอยู่ดีๆ ก็น็อกไปเลย เราก็ทำใจลำบากเหมือนกันกับการที่จะมาไลฟ์ แล้วก็มีความสุขที่จะพูดถึงคอนเสิร์ต แต่ว่าในใจอ๊อฟก็คิดว่าเดอะโชว์มัสต์โกออน อ๊อฟก็เลยคุยกับพี่ฉอด พี่ฉอดก็ทราบว่าคุณแม่เข้าโรงพยาบาลเมื่อเช้า บอกว่าถ้าไม่ไหวเรื่องงานไม่ต้องเป็นห่วงนะ เอาเรื่องสภาพจิตใจตัวเองก่อนให้แข็งแรง”

“อ๊อฟก็รู้สึกว่าตัวเราเองน่าจะยังไหวก็เลยดำเนินทุกอย่าง ตามปกติของการทำคอนเสิร์ตมาเรื่อยๆ แต่ด้วยอาการของคุณแม่ที่มันมีแต่ความรุนแรงเพิ่มขึ้น เลยคิดกันเองว่าจะเอายังไงดีนะ ในขณะที่สภาพจิตใจครึ่งหนึ่งของเรา เราต้องห่วงคุณแม่ ต้องดูแลเขา เพราะด้วยอาการของคุณแม่คือซีกขวาทั้งหมดไม่สามารถขยับได้ แล้วก็พูดไม่ได้ สมองส่วนที่รับรู้ก็ทำงานได้ไม่ดี ทำให้เราต้องใช้เวลาทั้งหมดที่เรามีตอนนี้ในการดูแลเขาอย่างดีที่สุด”

“เลยขอพี่ฉอดว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นไปได้มั้ยที่เราจะเลื่อนออกไป พี่ฉอดก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เพราะการที่เราจะไปแบกความรับผิดชอบการสร้างความสุขโดยที่ตัวเราเองไม่ได้มีความสุขแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่แฟร์สำหรับคนที่เขาซื้อบัตรคอนเสิร์ต พี่ฉอดก็โอเค ในเมื่อมันเกิดเหตุการณ์พวกเราเอง ตัวอ๊อฟเอง และคนที่ทำงานอ๊อฟก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องมาบอกพี่ๆ นักข่าวและฝากบอกทุกๆ คนที่ซื้อบัตรไปแล้วด้วยครับ”

พี่ฉอด : “จริงๆ แล้วคุณแม่เป็นมะเร็งและรักษาตัวมาระยะหนึ่งแล้ว”

อ๊อฟ : “คุณแม่เป็นมะเร็งมาอยู่ประมาณ 10 ปีแล้ว สู้มาตลอด คุณแม่เป็นมะเร็งตั้งแต่ที่มดลูก ดีขึ้น แล้วมาเป็นที่ปอด ตับอ่อน และตอนนี้ที่ปอดมันติดกับซี่โครง มันเลยเข้ากระดูก และมีที่สมอง ซึ่งตอนแรกเราทำทุกอย่างหมดแล้ว รักษาด้วยการทำคีโม รอบหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณสิบกว่าเข็ม ทำประมาณ 3 รอบ อย่างที่เห็นมันไม่ได้ดีขึ้น ฉายแสงแล้วตรงส่วนบริเวณสมองมันก็ดีขึ้น ซึ่งก่อนวันที่ 15 ส.ค. เราเช็กอัพล่าสุด 2 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา คุณหมอบอกว่าโอเค ไม่ต้องห่วงที่สมองแล้ว เราก็ไปให้ความสำคัญที่บริเวณอื่นแทน”

“แต่ว่าพอวันที่ 15 ส.ค. มันกิดเหตุการณ์นั้น คิดว่าเส้นเลือดในสมองแม่ตีบฉับพลันหรือเปล่า แต่พอเช็กไปเช็กมาและดูทุกอย่างแล้ว คุณหมอบอกว่าที่บริเวณสมองเนี่ย สาเหตุที่ซีกขวาและกระบวนการรับรู้ของเขาน้อยลง รวมถึงการกิน การพูดของเขาที่ไม่สามารถทำเองได้ มันเกิดจากก้อนมะเร็งที่อยู่ที่สมอง ที่เราเพิ่งเช็กกันเมื่อประมาณ 2 เดือนกว่ามันโตขึ้นเร็วมาก ทำให้ไปเบียดเส้นเลือดบริเวณสมองซีกซ้ายที่เป็นส่วนบังคับซีกขวา”

“ถ้าจะเรียกว่าตายก็บอกไม่ถูกครับ บอกไม่ได้ว่ามันตายหรือเปล่า แต่มันเป็นเหมือนเลือดมันไปเลี้ยงไม่ได้ มันบวมและมันไปเบียดทับเส้นเลือดบริเวณต่างๆ ของสมอง ที่อ๊อฟเห็นในฟิล์มเอ็กซเรย์มันประมาณนี้ แต่คุณหมอบอกว่าน่าจะเกิดจากก้อนมะเร็งที่อยู่ตรงนี้ ทำให้บริเวณรอบๆ ที่เห็นในฟิล์มเอ็กซเรย์เหมือนเป็นเนื้อสมองที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง”

ตอนนี้การรับรู้ของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง?
อ๊อฟ : “รับรู้ได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์พูดได้แบบใช่ เจ็บ โอ๊ย พูดที่เป็นประโยคที่เราเข้าใจไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถคอนโทรลปาก ระบบลิ้น หรือระบบพูดของเขาได้”

คือตอนนี้ต้องดูแลคุณแม่อย่างไร?
อ๊อฟ : “ตอนนี้นอกเหนือจากเวลางานที่รับไว้แล้วทั้งหมดก็จะทุ่มอยู่กับคุณแม่ แล้วก็คุณแม่อยู่โรงพยาบาลเพราะว่าถ้าเกิดเขากลับไปที่บ้าน วิธีการดูแลใครจะมาป้อนข้าวให้ ในเรื่องของความสะอาดด้วย รวมถึงเวลา สถานที่ต่างๆ ที่เราไม่ได้พร้อมขนาดนั้นที่บ้านเรา เลยคิดว่าอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ใกล้กับหมอดีที่สุด เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาตอนนี้ที่คุยกับคุณหมอก็คือรักษาตามอาการ ปวดก็ให้มอร์ฟีน แต่ตอนนี้คุณแม่รับมอร์ฟีนทุกๆ 3 ชั่วโมงพร้อมกับแปะแผ่นมอร์ฟีน เพื่อให้อาการปวดมันดีขึ้น”

“แต่เขาก็จะปวดขึ้นมาเป็นระยะๆ ช่วงแรกๆ คือแบบทำอะไรไม่ได้เลย ตัวอ๊อฟเองสภาพจิตใจทำงานก็ไม่ได้ อันนี้คือหมายถึงตัวเองอ๊อฟเองนะ สภาพจิตใจมันทำงานไม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างที่เราเคยทำ เพราะอ๊อฟรู้สึกว่ามันมีช่วงเวลาหนึ่งในใจเราที่เราขึ้นมายืนร้องเพลงบนเวที กำลังสร้างความสุข แล้วเรามีความสุจริงๆ เหรอวะในการอะไรแบบนี้”



ทำให้ต้องมีการแคนเซิลงานโชว์เลยไหม?
อ๊อฟ : “งานโชว์ตัวเป็นงานที่แคนเซิลยาก เพราะมันเป็นอะไรที่มีสัญญาอยู่แล้ว แล้วเราต้องเข้าใจระบบของการจ้างก่อน ถ้าเกิดว่ามีคนที่สามารถขึ้นมาโชว์ในแบบที่เขาต้องการและคาดหวังจากอ๊อฟมาแทนได้ เขาก็ยินดีที่จะเปลี่ยน แต่ในสายตาของคนจ้างส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดว่าจะมีใครที่สามารถโชว์ได้แบบอ๊อฟ เพราะฉะนั้นงานที่อ๊อฟเคยรับไว้ก็จะต้องดำเนินตามความรับผิดชอบต่อไป”

แล้วงานหลังจากวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา?
อ๊อฟ : “งานหลังจากนี้ก็อย่างที่อ๊อฟบอกทุกๆ วินาทีที่ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลาส่วนใหญ่อ๊อฟก็จะให้คุณแม่”

พี่ฉอด : “คือจริงๆ จะมีช่วงนี้เป็นช่วงที่ตอนที่เราจะทำคอนเสิร์ต เดิมอ๊อฟก็จะไม่รับงานอยู่ช่วงหนึ่ง เพื่อเตรียมการทำคอนเสิร์ต แต่จะมีบางงานที่รับไว้แล้วและเซ็นสัญญาไว้แล้ว อ๊อฟเองเขาเป็นคนที่รับผิดชอบในหน้าที่ ฉะนั้นถ้าวันหนึ่งที่เขาจะต้องขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อทำหน้าที่ของเขา เราก็บอกมาตลอดว่าไม่เป็นไรเรื่องของนางเราเคลียร์ได้ เราจัดการเองให้เป็นหน้าที่เรา แต่เขาก็มีความคิดว่าเขาทำได้มาโดยตลอด”

“แต่ในมุมของพวกเรากันเอง หมายถึงพี่ฉอดและทีมงานทั้งหมดก็ต้องยอมรับว่าคอนเสิร์ตอ๊อฟเป็นคอนเสิร์ตที่มีความสนุกสนานสูง อ๊อฟเขาเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่เราก็หวังว่าจะสนุกๆ ขำ เรารู้สึกว่ามันดูจะใจร้ายเกินไปที่เราจะต้องบอกเขาว่าอ๊อฟสนุกสิ สนุกสิ ในวันที่เขาแบบ….(อ๊อฟร้องไห้อยู่ข้างๆ)”

“ปกติก็จะเป็นแบบนี้ ถ้าไม่พูดถึงเขาจะไม่เป็นไร อ๊อฟเองเขาไม่ได้อยากพูดเรื่องแบบนี้ ไม่อยากเป็นภาระให้กับใคร ไม่อยากให้พวกเราต้องลำบากไปกับเขา ไม่ต้องแปลกใจถ้าไปไหนแล้วเห็นเขาหัวเราะตลอดเวลา ขนาดเราถามเขาว่าเป็นยังไง เขายังหัวเราะเลย ฉะนั้นไม่ต้องตกใจถ้าเกิดจากนี้ไปเขาหัวเราะอยู่ เราเองก็เกร็งเหมือนกันว่าเดี๋ยวจะมีดราม่าเกิดขึ้น ว่าทำไมอ๊อฟยังหัวเราะอยู่ อ๊อฟเป็นคนที่มีความตั้งใจและไม่อยากทำให้คนที่อยู่ข้างๆ ต้องมากังวลไปด้วย มีเราเท่านั้นที่รู้ว่าข้างในเขารู้สึกยังไง”

“เรารู้สึกว่ามันคงใจร้ายเกินไปที่จะต้องบอกว่าอ๊อฟสนุกสิอยู่บนเวที เลยคิดว่าอย่าเลยอ๊อฟ คือเราไม่ได้จะยกเลิก เราแค่เลื่อนเวลาออกไป เรายังมีความรับผิดชอบ คือต้องขอโทษกับคนที่ซื้อบัตรไปแล้วและขอโทษกับทุกๆ ส่วนด้วย แต่ว่ามันเป็นภาระที่มันหนักหนาเกินไปจริงๆ เกินกว่าที่เขาจะรับได้ ตอนนี้ในแง่ของใครก็ตามที่ซื้อบัตรไปแล้วถ้าเปลี่ยนใจไม่อยากดูแล้วก็ไม่เป็นไรก็คืนบัตรเราคืนสตางค์ได้ แต่ถ้าเกิดยังอยากจะดูต่อเราก็เลื่อนคอนเสิร์ตอ๊อฟจากวันที่ 5-6 ต.ค.นี้ ไปเป็นวันที่ 15-16 ก.พ.ปีหน้า”

“ตอนนี้ก็กำลังเช็กคิวแขกรับเชิญต่างๆ อยู่ว่ายังเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เดี๋ยวจะแจ้งให้ทราบอีกที แต่เรามีความตั้งใจเต็มที่ในการทำคอนเสิร์ตของอ๊อฟให้ดีที่สุดและให้สนุกที่สุด เพียงแต่ว่าเราขอเวลาในการที่จะดูแลอะไรต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงสภาพจิตใจของเขาด้วย”



ให้กำลังใจตัวเองและครอบครัวยังไงบ้าง?
อ๊อฟ : “อ๊อฟพูดกับแม่นะ คือเขาพูดไม่ได้ในการที่จะตอบโต้กับเรา แต่ว่าอ๊อฟพูดกับแม่ว่า แม่จำวันที่อ๊อฟเดินไม่ได้ได้ไหม วันที่อ๊อฟเดินไม่ได้แล้วแม่นั่งรถเมล์มาเพื่อที่จะเฝ้าเรา ตั้งแต่เวลาที่เริ่มเยี่ยมจนถึงเวลาที่เลิกเยี่ยม แล้วแม่ทำอย่างนั้นอยู่ตลอด 2 เดือนกว่าๆ ที่เราป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แม่ดีใจไหมที่เห็นอ๊อฟเดินได้ก้าวแรก แม่ก็พยักหน้าเออ… อ๊อฟก็เลยบอกว่าแม่รู้มั้ยกับแค่แม่ขยับจับอะไรในร่างกายฝั่งขวาที่แม่ทำไม่ได้ แล้วมันขยับได้สักนิดนึง มันก็เป็นเหมือนกำลังใจให้กับอ๊อฟและพวกเราด้วยนะ”

“แล้วอ๊อฟก็พูดด้วยความที่เป็นอ๊อฟเนอะ บอกกับแม่ว่า…แม่อีกอย่างแม่ก็รู้ใช่มั้ยว่าอ๊อฟเป็นกะเทย(หัวเราะ) เพราะฉะนั้นลูกที่เป็นกะเทยเขาก็ต้องอยู่ติดกับแม่อยู่แล้ว พี่น้องคนอื่นๆ ของอ๊อฟ ลูกแม่คนอื่นๆ เขาก็มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ถ้าเกิดแม่ชิงทิ้งอ๊อฟไปก่อน แล้วอ๊อฟจะคุยกับใคร จะมานั่งเล่าเรื่องชีวิตตัวเองว่าตัวเองเจออะไรมาบ้าง จะคุยกับใคร”

“แม่เขาก็เออ… อ๊อฟว่ามันเหมือนเป็นกำลังใจให้กัน ตัวอ๊อฟเองเวลามีอะไรก็พยายามคุยกับเขาเหมือนเขาอยู่บ้านอยู่กับเราตลอด อ๊อฟสารภาพตรงๆ ตรงนี้ว่าทุกวันนี้ออกยังนั่งส่งไลน์หาเขาอยู่เลย อ๊อฟหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ให้สักวันหนึ่งเขาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา ได้เห็นข้อความในทุกๆ วันที่เราส่งไปหาเขา”

เวลาที่ไปเยี่ยมคุณแม่ คุณแม่มีกำลังใจสู้ไหม?
อ๊อฟ : “อ๊อฟอยู่กับเขาทุกวัน ไปเฝ้าเขาทุกวัน ไปนอนกับเขาบ่อยๆ แล้วถ้าเกิดไม่ได้ทำงานก็จะอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด อย่างที่อ๊อฟบอกว่าไม่อยากที่จะพลาดแม้แต่วินาทีเดียวที่เขาสามารถมีปฏิกิริยาทางร่างกายที่มันดีขึ้น อ๊อฟแค่รู้สึกว่าอ๊อฟไม่ได้หวัง ไม่ได้ขอร้องให้มันเกิดปาฏิหาริย์ว่า แม่จะต้องกลับมาเหมือนเดิม”

“คือเราไม่ได้เป็นคนโลกสวย เราคุยกัน คืออ๊อฟกับแม่สนิทกันมากๆ เราเหมือนเพื่อน เพราะฉะนั้นเวลาเราคุยเราจะพูดกันตรงๆ อ๊อฟบอกแม่ว่ามันไม่เหมือนเดิมไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยที่สุดมันต้องดีขึ้น แต่ถ้าเกิดว่ามันไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น สิ่งที่อยากจะขอก็คือว่าขอให้มีความสุขที่สุดในเวลาที่มีอยู่ในจังหวะที่เขาไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่โอดโอย เราจะรู้สึกโอเคมาก”

“แต่ว่าในจังหวะที่เขาเจ็บขึ้นมาเมื่อไหร่ สิ่งที่ทำได้ก็คือหันหน้าหนีแล้วก็กลืนน้ำตาลงไป พยายามไม่ร้องให้เห็นเพราะไม่อยากให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาเป็นหรือว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ว่าเขาเป็นภาระให้เรา ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ภาระเลย เพียงแต่ว่าคนที่เขานอนอยู่ตรงนั้นเขาเห็นทุกคนมาเยี่ยมแล้วทุกคนที่มามาด้วยสีหน้า เขาก็เลยเก็บอารมณ์ไม่อยู่บ้าง คืออาทิตย์แรกหลังจากวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา อาทิตย์แรกมันเป็นช่วงที่หนักมากคือไม่ได้นอนเลยเพราะว่าแม่จะเอาทุกอย่างที่อยู่ที่จมูกออกหมดเลย”

“มีอยู่ครั้งหนึ่งอ๊อฟไปจับมือเขาแล้วบอกว่าแม่ทำอะไร แม่ก็จับมืออ๊อฟแล้วเขาก็ทำหน้ามองหน้า ส่ายหน้าประมาณส่งสัญญาณว่าไม่ต้อง ไม่ต้องห้ามฉันในการที่ฉันจะดึงออก อ๊อฟก็บอกว่าไม่ได้นะแม่ แม่จะทิ้งเราไปอย่างนี้ไม่ได้ สุดท้ายแล้วถ้าแม่ดึงออกก็ต้องเสียบกลับมาอยู่ดี เพราะว่าอ๊อฟก็ยังไม่ยอมให้แม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก เพราะยังไงเราก็ต้องสู้ให้มันสุดๆ”

คุณหมอบอกเราว่าอย่างไรบ้าง?
อ๊อฟ : “คุณหมอเขาก็รักษาตามอาการเลย เพราะว่าคุณแม่ทำทุกอย่างหมดแล้ว กินยาที่เมื่อวานเราโพสต์รูปไป มีคนส่งกำลังใจมาเยอะมาก ในอินบ็อกซ์ ในอินสตาแกรม ว่าลองวิธีนี้วิธีนั้นสิ อ๊อฟก็บอกว่าขอบคุณมากๆ เลยที่ทุกคนแนะนำมาก แต่ว่าวิธีต่างๆ ที่ทุกคนบอกอ๊อฟก็ได้พยายามกันมาหมดแล้ว แล้วก็ยาที่แพงที่สุด อะไรที่มันดีที่สุด เราก็หามาให้หมดแล้ว แต่ว่ามันก็ไม่ได่ตอบสนองกับร่างกายทุกๆ คน เพราะฉะนั้นเราก็ทำได้แค่รักษาตามอาการ ปวดก็ให้ยา”

ตอนนี้เราก็ยังมีงานจ้างอยู่ใช่ไหม?
อ๊อฟ : “เดือนนี้ไม่มีแล้วครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วเดือนนี้มันเป็นเดือนแห่งการซ้อมคอนเสิร์ต ซึ่งอ๊อฟก็มาตัดสินใจในระยะเวลากระชั้นชิดมากเหมือนกัน คือตัวอ๊อฟเองก็รู้สึกผิดนะ ที่จะเดินมาบอกพี่ฉอด ว่าพี่อ๊อฟขอเลื่อนได้มั้ย ทั้งๆ ที่คอนเสิร์ตมันก็ได้ดำเนินการทำแล้ว เพื่อที่จะสำเร็จในวันที่ 5-6 ต.ค. แต่ด้วยสภาพจิตใจอ๊อฟ อ๊อฟก็ตัดสินใจยากมากนะ”

พี่ฉอด : “ในทางตรงกันข้าม เรารออยู่แล้ว เรารู้อยู่แล้ว ว่ามันไม่ได้หรอก แต่ว่าก็ไม่อยากจะเป็นคนตัดสินว่าอย่าทำเลย แล้วแต่อ๊อฟแล้วกัน แต่ใจจริงๆ คือแอบแบบว่า ตอนที่คุณแม่จะมีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ส.ค.เนี่ย ยังเคยแอบคิดด้วยซ้ำไป ว่าอยากให้คอนเสิร์ตมันลุล่วงไปได้ แล้วคุณแม่ไปนั่งดู(เสียงสั่น น้ำตาคลอ)”

อ๊อฟ : “อือ(ร้องไห้)”

พี่ฉอด : “แต่พอวันนั้นมันมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เราก็รู้สึกว่ามันไปต่อไม่ได้หรอก แต่ก็ไม่อยากเป็นคนบอกเองว่าเลื่อนหรืออะไร เอาแบบนี้แล้วแต่อ๊อฟก็แล้วกัน เราซัพพอร์ตทุกอย่างแล้วกัน”

อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ?
อ๊อฟ : “อยากจะบอกว่าขอบคุณคั้งแต่วันแรก ที่อ๊อฟบอกว่าจะมีคอนเสิร์ต แล้วทุกคนให้การสนับสนุนอย่างดีมากๆ อยากให้คอนเสิร์ตที่จะเล่นในวันที่ 5-6 ต.ค.นี้มันออกมาอย่างเต็มที่สนุกที่สุด คนดูได้รับสิ่งที่พวกเราตั้งใจจะนำเสนอความสุข ความอบอุ่น ความสนุกเต็มที่ แต่ว่าที่ออกมาขอเลื่อนเพราะว่าอ๊อฟรู้สึกสงสาร รู้สึกเห็นใจ รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับคนที่เขาซื้อบัตรไปแล้วที่ตั้งใจจะมารับความสนุก ทั้งๆ ที่ตัวเราเองเป็นคนสร้างความสุขบนเวที แต่มันไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น”

“ถ้าเกิดว่าใครอยากจะดูก็เก็บบัตรคอนเสิร์ตไว้ แล้วไปเปลี่ยนวันที่ไทยทิกเก็ต เมเจอร์ แต่ถ้าเกิดใครไปไม่ได้ในวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2563 เราก็ยินดีครับ สามารถไปคืนเงินได้ด้วย หวังว่าทุกๆ คนคงจะเข้าใจในจุดนี้ แล้วก็ไม่อยากใช้เวลานี้บอกว่า…ไปดูคอนเสิร์ตด้วยนะครับ(ยิ้ม)”

ขอบคุณภาพ IG aofpongsak

No comments