ณัฎฐ์ บรรทัดฐาน ยอมเป็นฝ่ายค้าน ลั่น ดีกว่าหนุน นายกฯตู่ สืบทอดอำนาจ

Share:


จากกรณีการจัดตั้งรัฐบาลและเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 เเกิดเรื่องราวดราม่ามากมาย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีการตื่นตัวอย่างมากจากประชาชน รวมถึงคนในวงการบันเทิง และนักการเมื่อทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ต่างเกาะติดสถานการณ์อย่างเข้มข้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ บุตรชายนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประกาศไปเลยว่าจะอยู่ไปอีก 5ปี 10ปี ดีกว่าเอาความต้องการนั้นมาสอดไส้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่มีกติกาหรือรัฐธรรมนูญใดในโลกที่ปราบโกงได้เบ็ดเสร็จหรอก

คนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์จะคิดอย่างไร อยากเป็นรัฐบาล อยากร่วมรัฐบาลหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ หน้าตารัฐธรรมนูญแบบนี้ ผมว่าเราควรเป็นฝ่ายค้านเพื่อให้แน่ใจว่านายกฯ และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบครึ่งๆ นี้จะทำงานได้ดีและปลอดโกงจริง ตนเคยแสดงความเห็นไว้แบบนี้เมื่อปี 59 มาถึงวันนี้ วันที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งแบบราบคาบ

มันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอในการเลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่เขาเอาแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ เขาเอาแนวทางของพรรคเพื่อไทย ในขณะที่อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ คือ ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อย รวมถึงไม่สนับสนุนแนวทางการบริหารประเทศ ที่ไม่สุจริต


ครั้งหนึ่งเราเคยสนับสนุน พล.อ เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี รัฐบุรุษขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลาง แต่นั่นเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง สิ้นสุดลง โดยชื่อ ของพล.อ เปรม ถูกหยิบยกขึ้นมาภายหลัง นั่นไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นนายกฯ ก่อนหน้านั้น ไม่ได้ถ่ายรูปติดป้ายหาเสียงกับผู้สมัคร ไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกับพรรคการเมืองใด

ที่สำคัญท่านไม่เคยแสดงพฤติกรรมแบบคุณประยุทธ์ว่า ไม่อยากเข้ามา แต่อยากอยู่ต่อ มีรัฐมนตรีรับเชิญในรัฐบาลของท่านออกไปตั้งพรรคการเมืองไว้รองรับ ดังนั้นพฤติกรรมของคุณประยุทธ์และคณะคือการสืบทอดอำนาจ ซึ่งวันนี้จากผลการเลือกตั้งก็ได้ข้อสรุปว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และเช่นเดียวกันกับคะแนนเสียงส่วนใหญ่อีกฟากหนึ่งที่ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ทั้งๆที่เคยเกิดการเดินขบวนไล่กันมายกใหญ่ในปี 57 แล้วด้วยเรื่องทุจริตต่างๆ และการออกกฎหมายนิรโทษกรรม มากไปกว่านั้น

นายณัฏฐ์ ระบุต่อว่า เราไม่คิดที่จะย่ำอยู่กับอดีตหรือจมปลักอยู่กับประเด็นการเมือง พรรคประชาธิปัตย์มองไปยังอนาคต เราใช้เวลาในช่วง 5ปี ของรัฐบาลรัฐประหาร เดินหน้าทำงานหนัก เก็บข้อมูล ศึกษาปัญหาและแนวทางพัฒนาต่างๆ เพื่อให้ได้นโยบายที่ดี เป็นประโยชน์กับคนทุกกลุ่ม เป็นรูปธรรม ตามที่เราได้ร่างและนำเสนอมันออกไปผ่านกระบวนการหาเสียงเลือกตั้ง


เรานำเสนออย่างเป็นขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผล พร้อมอ้างอิงถึงความสำเร็จที่เราเคยทำมาในอดีต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อสรุปที่ทำให้ตนคิดว่า ระหว่างที่ใครต่อใครต่างช่วงชิงการจับขั้วตั้งรัฐบาลตามความต้องการของพวกเขา หากเรากลับมาทบทวนทั้งอุดมการณ์พรรคฯ หลักการ ทั้งความไว้วางใจต่อเราให้เข้าไปบริหารประเทศของประชาชน รวมไปถึงเหตุผลที่ตนเคยพูดไปก่อนหน้านี้ ในปี59

ซึ่งนั่นก็มีเหตุการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่าในช่วงท้ายของรัฐบาลรัฐประหารเอง ที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ก็ยังมีข้อกังขาเรื่องการปราบโกง องค์กรอิสระที่มีหน้าที่เฉพาะเรื่องปราบทุจริต ก็ยังมีมติที่กังขาคนทั้งประเทศในบางเรื่อง นี่ยังไม่นับผลเลือกตั้งที่เริ่มจะมีข้อสงสัยกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังประกาศผลไม่ได้

ผมมองไม่เห็นว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงควรจะไปอยู่ในวงจรของการตั้งรัฐบาลที่มีที่มาและที่ๆจะไปขัดกับอุดมการณ์พรรคฯขนาดนั้น ผมคงต้องยืนยันเหมือนเดิมว่า คนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์จะคิดอย่างไร อยากเป็นรัฐบาล อยากร่วมรัฐบาลหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ผมว่าเราควรทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล อย่างเข้มแข็งบนหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง ของระบอบประชาธิปไตย นายณัฎฐ์ ระบุ

No comments